WHAT'S NEW?
Loading...

วันนี้คุณรู้จักนม ดีพอหรือยัง ? นมวัวมีไว้ให้คนหรือวัว กินกันแน่

Advertisements

Advertisements

ที่สำคัญก็คือภาวะโภชนาการในนมวัวที่มีไขมันและโปรตีนมากเกินไปสำหรับมนุษย์ จนคนรักสุขภาพแบบสุดโต่งมักจะมีคำพูดว่า “นมวัวมีไว้สำหรับวัว นมคนก็มีไว้สำหรับคน” 

“นม” นับเป็นอาหารทันใจของคนรุ่นใหม่ ที่ง่ายสะดวกและรู้สึกดีที่ได้ดื่ม เพราะมีครื่องยืนยันมากมายถึงคุณประโยชน์ ทั้งดารา คนมีชื่อเสียง กระทรวงสาธารณสุข ออกแจกจ่ายนมตามโรงเรียน รวมถึงบางโรงเรียนก็จะมีช่วงเวลาดื่มนมอีกต่างหาก

แต่ปัจจุบันเริ่มมีกระแสต่อต้านการดื่มนมมากขึ้น โดยเฉพาะฝั่งประเทศยุโรปและอเมริกา จากหลายๆสาเหตุเช่น มีโรควัวบ้า สายพันธุ์ของวัวไม่เหมาะสม การเลี้ยงวัวแบบทารุณกรรม ที่สำคัญก็คือภาวะโภชนาการในนมวัวที่มีไขมันและโปรตีนมากเกินไปสำหรับมนุษย์ จนคนรักสุขภาพแบบสุดโต่งมักจะมีคำพูดว่า “นมวัวมีไว้สำหรับวัว นมคนก็มีไว้สำหรับคน”

ลองนำมาวิเคราะห์แบบลูกทุ่งๆ ไม่ต้องมีหลักการมากกันเสียหน่อย

“ลูกวัว” คลอดใหม่ๆ น้ำหนัก 50 กิโลกรัม เมื่อผ่านไป 2 ปี ลูกวัวมีน้ำหนัก 800 กิโลกรัม

“ลูกคน” คลอดใหม่ๆ น้ำหนัก 3 กิโลกรัม ปีแรกน้ำหนัก 9 กิโลกรัม ปีที่สองน้ำหนักเพียง 12 กิโลกรัม

ในนมวัวจึงจำเป็นต้องมีสารอาหารทั้งไขมันและโปรตีนมากเพื่อจะเร่งการเจริญเติบโตของลูกวัวให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น 16 เท่าภายในสองปี หลังจากนั้นลูกวัวก็ไม่ดื่มนมแล้วหันมากินพืชแทน แต่มนุษย์นำนมวัวมาดื่มเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของลูก ด้วยเหตุว่ากลัวลูกโตไม่ทันคนอื่นๆ เรื่องนี้พอจะเข้าใจได้ แต่การดื่มนมวัวทุกๆ วันตั้งแต่เด็กจนแก่นั้นเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติการเจริญเติบโตของมนุษย์อย่างสิ้นเชิงจริงๆ

กรณีศึกษา 
          คุณสาริน มาปรึกษาที่คลินิกด้วยอาการมีกลิ่นคาวอยู่ในลำคอเกือบตลอดเวลามา 10 ปี ตระเวนรักษากับ หมอฟัน หมอหูคอจมูก ยอมเจ็บตัวตรวจโพรงไซนัส ส่องกล้องก็แล้วยังหาสาเหตุไม่ได้ โรงพยาบาลไหนใครว่าดีก็ไป จนจำชื่อโรงพยาบาลได้ไม่หมดว่าไปที่ไหนมาบ้างแล้ว

          เธอบอกว่ามีน้ำหนืดๆ กลิ่นคาวๆ คล้ายเสมหะอยู่ในลำคอ และหลังโพรงจมูก หากเอา

ไม่ออกก็ต้องกลืนลงคอไป มีโรคโลหิตจาง เมื่อสอบถามถึงพฤติกรรม เธอบอกว่าบ้านอยู่ไกลจากที่ทำงานมากๆ จึงจำเป็นต้องทานอาหารระหว่างทางหนีไม่พ้น กาแฟหรือนมแช่เย็นอย่างน้อย 1 กล่องทุกๆ วันเพื่อให้มีอะไรรองท้องก่อนไปทำงาน ชอบดื่มนมถั่วเหลือง ไม่ชอบทานเนื้อสัตว์ และทานอาหารไม่ตรงเวลา ทานน้อยแต่น้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ พฤติกรรมแบบนี้ดูเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำลายสุขภาพโดยเราไม่รู้สึกตัว

ปริมาณสารอาหารที่มากจนเกินไปในนมวัว ทำให้ร่างกายจำเป็นต้องขับอาหารที่เกินออกมาทางทวารต่างๆ ปกติของเสียส่วนเกินจากร่างกายจะมีทางขับออก เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ แต่หากเราได้รับสารอาหารในปริมาณที่มากเกินไป ร่างกายก็จำเป็นต้องขับของเสียออกทางอื่นๆ ด้วยเช่น

- การหายใจ (โพรงไซนัส) : ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกบวมเพื่อนำทางเอาของเสียส่วนเกินออกจากร่างกาย จนเกิดอาการคล้ายเป็นหวัดน้ำมูกไหล หายใจออกข้างเดียว จามบ่อยๆ แพ้ฝุ่น เกสรดอกไม้ และขนสัตว์ต่างๆ

- ผิวหนัง : เป็นส่วนที่มีพื้นที่มากสุดในร่างกายในการนำทางเอาของเสียออก ผู้ที่ดื่มนมมากๆ จะมีผิวแห้ง และรูขุมขนเปิดกว้างเพื่อให้ของเสียส่วนเกินออกมาตลอดเวลา รวมถึงมีกลิ่นตัวคาวๆ จากปริมาณไขมันที่มากเกินไปในนม บางรายจะมีอาการคัน ขึ้นผื่นแพ้ง่ายๆ แพ้ยุง

- ตา : จะมีถุงใต้ตาบวมคล้ำ ตาลอย และมีอาการคันตา ทำให้เด็กๆ หลายคนต้องกระพริบตาบ่อยๆ จนพ่อแม่กลุ้มใจ

- อ้วน : ปริมาณไขมันที่มากเกินในนมวัว จะเกาะจับตัวกันเป็นเมือกมันในลำไส้ ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ต้องเป็นภาระหน้าที่ของตับในการขจัดไขมันส่วนเกินออก เมื่อขับออกไม่ทันจะเกิดภาวะไขมันพอกตับ จนตับด้อยประสิทธิภาพไม่สามารถดึงเอาไขมันส่วนเกินในร่างกายมาเผาผลาญเป็นพลังงานได้ ส่งผลให้เราอยากทานแต่ของหวานและอาหารจำพวกแป้งเพราะให้พลังงานง่าย และสุดท้ายก็กลายเป็นไขมันพอกพูนเข้าไปอีก ดังนั้นสาวๆท่านใดที่ทานเน้นการดื่มนม ไม่ค่อยทานอาหารให้ครบหมู่ ลองพิจารณาอีกครั้งให้ดีๆ นะครับ


เมื่อเกิดอาการภูมิแพ้ทั้งทางผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ ให้เราพิจารณาเสียหน่อยว่า นี่คือการที่ธรรมชาติกำลังพยายามขจัดของเสียส่วนเกินออกจากร่างกายทางทวารต่างๆ ไม่ต่างอะไรกับการอุจจาระหรือปัสสาวะ ดังนั้นการยับยั้งการขับของเสียออกจากร่างกายด้วย “ยาแก้แพ้ที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน” เป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติอย่างยิ่ง เพราะของเสียต่างๆ ไม่ได้หายไป แต่กลับยังล่องลอยอยู่ในกระแสเลือดและร่างกาย วันใดที่เราหยุดยา ร่างกายก็จะพยายามขับของเสียส่วนเกินออกมาอยู่ดี และจะพยายามขับออกอย่างเร็วที่สุดจนเราอาจตั้งตัวไม่ทันอีกด้วย

 วิธีการที่ดีที่สุดก็คือ ต้องหยุดการทานอาหารที่มี “โภชนาการมากเกินไป” เสียก่อน จากประสบการณ์ส่วนตัวตอนบวชเป็นพระมีโอกาสได้ไปอยู่จังหวัดชัยภูมิ อ.ภักดีชุมพล ญาติโยมไม่มากนัก อาหารก็มีจำกัด ต้องฉันอาหารมื้อเดียว มีข้าวเหนียวหนึ่งปั้นกินกับซุปบักมี่ (ตำขนุนแบบอีสาน) บางวันก็ไข่มดแดง และอาหารพื้นถิ่น ด้วยความเป็นคนกรุง แรกๆ ที่ไปจึงทานไม่ค่อยเป็น เป็นช่วงที่ทานอาหารแบบ “กินเพื่ออยู่” จริงๆ แต่สิ่งที่สังเกตได้คือ มีกลิ่นตัวรุนแรงมากจนต้องซักเสื้อด้านใน (อังสะ) และจีวรบ่อยๆ เพราะทนไม่ไหวกับกลิ่นกายตัวเอง นั่งสมาธิแทบไม่ได้เพราะกลิ่นรบกวน สังเกตพระท่านอื่นก็นานๆ ซักที

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะของเสียที่ได้รับเริ่มน้อยลง ได้เวลาของร่างกายในการกำจัดของเสียส่วนเกินที่เคยเก็บสะสมไว้ออกมา ที่จริงแล้ววิธีนี้เป็นที่นิยมมากในปัจจุบันเรียกว่าการ “อดอาหารล้างพิษ” โดยการทานอาหารให้น้อยที่สุด 7-10 วัน บางคนก็ทานแต่ผลไม้อย่างเดียว เช่น ฝรั่งหรือมะละกอ เพื่อปล่อยให้ร่างกายขับของเก่าออกมาเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง ไขมันพอกตับมาก มีกลิ่นตัวแรง โรคอ้วน ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดี หากตั้งใจที่จะทำ และต้องการให้การล้างพิษได้ผลดียิ่งขึ้น แนะนำให้ทานน้ำชีวภาพหรือโปรไบโอติก (จุลินทรีย์ที่ดี) เพื่อช่วยเร่งกำจัดของเสียในร่างกายออกควบคู่กันด้วยครับ


อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปได้ที่ www.notmilk.com
ที่มา -หมอนัท http://thearokaya.co.th/web/?p=3289

Advertisements


Advertisements


Advertisements

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น