WHAT'S NEW?
Loading...

ญี่ปุ่น-ม.เกษตร เซ็นสัญญาแล้วพร้อมรับซื้อ5ล้านตันต่อปี ไม้เศรษฐกิจตัวใหม่

Advertisements

Advertisements


โดยขณะนี้ได้มีการนำร่องโรงงานแรกในจังหวัดพังงาแล้ว มีกำลังผลิตประมาณ 700 ตัน/วัน คาดว่าโรงงานแห่งนี้จะผลิตได้ปริมาณ 250,000 ตัน/ปี พร้อมส่งออกประมาณต้นปี 2562 

และจะขยายโรงงานพื้นที่เป้าหมายประมาณ 20 โรงงาน ตามกำลังผลิตวัตถุดิบของแต่ละพื้นที่ โดยในพื้นที่จังหวัดภาคใต้นั้นมีไม้ยางพาราจำนวนมาก
และปัจจุบันกำลังก่อสร้างโรงงานผลิต Wood Pellet จำนวน 3 โรงงานเพิ่มเติม ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ และชลบุรี ประกอบด้วย บริษัท นัมเบอร์ไนน์ คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด และบริษัท เอ็น เค ดีสคัพเวอร์รี่ จำกัด
คาดว่ากลุ่มบริษัท JCS จะใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านเยน กระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่นและเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมาย
ด้าน นายวระชาติ ทนังผล ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท นัมเบอร์ไนน์ กรีนพาวเวอร์ จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันเชื้อเพลิงชีวมวลมีความสำคัญในการนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า และจังหวัดพังงา เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการผลิต ซึ่งเป็นการนำเอาวัสดุเหลือใช้จากธุรกิจการแปรรูปไม้ยางพารา และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยจะนำมาบดละเอียด อบด้วยความร้อน แล้วจึงนำไปอัดเม็ด จึงทำให้กระบวนการผลิตไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

คณะวนศาสตร์จัดระบบมาตรฐานการจัดการอย่างยั่งยืนตามแนวทาง FSC การันตีไม้ถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านวัตถุดิบและสม่ำเสมอ ตอบสนองนโยบายด้านพลังงานที่มั่นคงทั้ง 2 ประเทศคู่ค้า ในระยะเวลา 20 ปี นั้น กลุ่ม บริษัท JC Services Co., Ltd. จึงได้จัดทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การวิจัยและนวัตกรรมการจัดการวัตถุดิบเชื้อเพลิงพลังงานจาก ไม้โตเร็ว สำหรับโรงไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่นในระยะยาว ทั้งไม้ยางพาราและไม้ประเภทโตเร็ว โดยเฉพาะไม้ยูคาลิปตัส และกระถินอะเคเซีย สายพันธุ์ดี เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ภายใต้ระบบการจัดการที่ยั่งยืน ตามแนวทางมาตรฐาน FSC (Forest Sterwardship Council) ตลอดอายุสัญญา 20 ปี
โดยคณะวนศาสตร์ดำเนินการวิจัยและนวัตกรรมการจัดการวัตถุดิบเชื้อเพลิงพลังงานจาก ไม้โตเร็ว สำหรับโรงไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่นระยะยาว โดยมุ่งเน้นการผลิต ไม้โตเร็ว เพื่อพลังงาน การจัดการสวนยางพาราแบบผสมผสาน
โดยการใช้ระบบมาตรฐานการจัดการอย่างยั่งยืนตามแนวทาง FSC เข้ามาเพื่อการันตีว่า ไม่เป็นไม้มาจากป่าธรรมชาติ เป็นไม้ที่ปลูกถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการยืนยันถึงการให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วย
โดยโครงการดังกล่าวนี้จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเจริญเติบโตด้านไม้เศรษฐกิจ การสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่เกษตรไม่เหมาะสมปรับเปลี่ยนมาปลูก ไม้โตเร็ว เพื่อพลังงาน รวมถึงการดำเนินการแบบเกษตรแปลงใหญ่ ตามนโยบายรัฐบาลด้วย

ญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายในไทยให้ กำลังผลิตทั้งหมด 1 ล้านตันต่อปี

โดยในครั้งนี้กลุ่ม JC Service ได้ลงนามร่วมลงทุนกับบริษัทเพิ่มเติมอีก 3 บริษัท คือ
(1) Number Nine Corporation Co., Ltd. โรงงานจังหวัดสุราษฎร์ธานี,
(2) Energy Bright Co., Ltd. (โรงงานจังหวัดชลบุรี) และ
(3) NK Discovery Co., Ltd. โรงงานจังหวัดกระบี่
รวมกำลังผลิตทั้งหมด 1 ล้านตันต่อปี โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้ก่อตั้ง และประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย และรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ร่วมเป็นสักขีพยาน

ญี่ปุ่นพร้อมเดินหน้าผลิตไฟฟ้าจาก wood pellet จำนวน 20 โรงงาน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต้นไม้โตเร็ว ไม้เนื้อแข็งโตเร็ว

Mr.Masami Nakakubo CEO บริษัท JC Service จำกัด ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีเป้าหมายการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลมากกว่า 5 GW โดยกลุ่ม JCS นั้นได้รับใบอนุญาตให้ผลิตไฟฟ้าขนาด 50 MW จำนวน 20 โรงงาน มีกำหนดเริ่มเดินเครื่อง ปี ค.ศ.2019
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างโรงงานผลิต Wood Pellet จำนวน 20 โรงาน กำลังผลิตประมาณโรงงานละ 250,000 ตันต่อปี โดยจะพิจารณาจากศักยภาพของวัตถุดิบที่ยั่งยืนตลอดอายุ 20 ปี เป็นสำคัญ โดยเบื้องต้นได้ตัดสินใจร่วมลงทุนสร้างโรงงานผลิต Wood Pellet ในประเทศไทยจำนวน 6 โรงงาน กำลังผลิตรวม 1 ล้านตัน

เปิดมุมมองศักยภาพไม้ยางไทย และ ไม้เศรษฐกิจโตเร็ว อื่นๆ

สำหรับประเทศไทยนั้นไม้ยางพาราถือว่ามีศักยภาพ เนื่องจากมีการโค่นไม้เพื่อปลูกทดแทนปีละประมาณ 4-5 แสนไร่ต่อปี โดยมีผลผลิตทางด้านเนื้อไม้เข้าสู่ตลาดราว 43 ล้านต้นต่อปี โดยมองศักยภาพของไม้ยางพาราในภาคใต้ และระบบการขนส่งทางเรือ เป็นสำคัญ
แต่เนื่องจากยางพารามีรอบตัดฟัน 25 ปี ซึ่งจะเกิดความเสี่ยงด้านวัตถุดิบในระยะยาว ได้ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อสร้างนวัตกรรมด้านการจัดการวัตถุดิบ รวมถึงการวิจัย พัฒนา ด้านการปรับปรุงพันธุ์
และหากมีการส่งเสริมให้มีการปลูกไม้โตเร็วโดยเฉพาะพื้นที่ไม่เหมาะสมกับภาคเกษตร หรืออุดมสมบูรณ์ต่ำ โดยเฉพาะไม้ยูคาลิปตัส และกระถินอะเคเซีย สายพันธุ์ดี และเหมาะสมกับพื้นที่ หรือรูปแบบการส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็วในรูปแบบต่างๆ เช่น การปลูกเป็นสวนป่าหรือการปลูกร่วมกับสวนยางพาราที่มีอายุ 1-5 ปี ถือไม้เศรษฐกิจโตเร็วตัวใหม่

ก็จะยิ่งสร้างมูลค่า และเกิดความยั่งยืนให้กับพื้นที่ สร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายโครงการโค่นยางของกทย.เพื่อให้ชาวสวนยางได้ประโยชน์จากทุกส่วนจากต้นยาง รวมไปถึงการดำเนินการพัฒนาระบบการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามแนวทางมาตรฐานระดับสากล ต้นไม้ปลูกง่ายโตเร็ว ต้นไม้ปลูกง่ายโตเร็ว ต้นไม้ปลูกง่ายโตเร็ว โดยเฉพาะไม้ยูคาลิปตัส และกระถินอะเคเซีย สายพันธุ์ดี

ไม้โตเร็วที่เหมาะสมกับที่ดิน (คุณสมบัติของดิน) มีหลายชนิด

(1) กระถินอะเคเซีย (Acacia sp.) ซึ่งอาจจะเป็น A. mangium + auriculiformis หรือลูกผสม (กระถินเทพณรงค์)
(2) กระถินยักษ์ (Leucaena leucocephala)
(3) สนประดิพัทธ์ (Casuarina junhuniana)
(4) ยูคาลิปตัสทุกชนิด (Eucalyptus spp.)
(5) เสม็ดขาว (Melaleuca cajuputi)
โดยจำทำการจับคู่เกษตร กับผู้ประกอบการที่มีความต้องการรับซื้อไม้ โดยจัดทำข้อตกลงไว้ก่อนล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ประกอบการจะเป็นผู้จัดหา และจัดเตรียมกล้าไม้ที่มีคุณภาพดี ตามความต้องการ และดำเนินการส่งเสริม รวมถึงการฝึกอบรมให้เกษตรกร ปฏิบัติและดำเนินกิจกรรมให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนด
ทางเราเชื่อมั่นว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้นสามารถแก้ปัญหาและเป็นพลังงานทางเลือกทีเหมาะสมที่สุด อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกต้นไม้ และมีการใช้ประโยชน์จากไม้ที่คุ้มค่าที่สุด ภายใต้ระบบการจัดการที่ยั่งยืนตามมาตรฐานนานาชาติ ตามแนวทาง FSC เพื่อเป็นการการันตีว่าไม้นั้นถูกกฎหมาย ไม่เป็นไม้มาจากป่าธรรมชาติ และเป็นการยืนยันถึงการให้ความสำคัญต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อีกด้วย

ทำความเข้าใจ พ.ร.บ.สวนป่า-พ.ร.บ.ป่าไม้ต้นไม้โตเร็ว

คนที่ใส่ใจเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะรู้กฎหมาย 2 ฉบับ จากกรมป่าไม้คือ พ.ร.บ.สวนป่า 2535 แก้ไข 2558 และ พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 แก้ไข 2558 พ.ร.บ.นี้ผ่านกฤษฎีกา และได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ระบุไว้ว่า
ไม้พันธุ์ดีของไทยทั้งหมด เช่น ไม้สัก ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้พยุง ไม้ตะเคียน หรือไม้ในเขตร้อนชื้นทุกชนิด รวมทั้ง “ไม้ไผ่” ทุกชนิด คือ ไม้หวงห้าม เป็นการปลูกเพื่ออนุรักษ์เท่านั้น ซึ่งคนปลูกต้นไม้ส่วนใหญ่ยังไม่กล้าไปขึ้นทะเบียนกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะไม้โตทุกวัน หากแต่ปลูกต้นไม้โตผิดสเป็คอาจจะติดคุกได้
คนที่ปลูกไม้ทั้งหมดจึงยังไม่กล้าไปขึ้นทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ จึงไม่ต้องแปลกใจที่หลายคนองค์กรปลูกต้นไม้ ปลูกป่า แล้วตาย ไม่มีคนดูแล ป่าจึงน้อยลงทุกวัน เพราะ “ชุมชน” ไม่มีส่วนได้ประโยชน์จากป่าไม้แต่อย่างใด จึงยังไม่เข้าใจประโยชน์ของการปกป้องผืนป่า.

การปลูกไม้ยูคา-ต้นกระถินแปรรูปเป็นวู้ดเพลเลทไม้เนื้อแข็งโตเร็ว

ขณะนี้คณะวนศาสตร์ได้จับมือกับเจ้าพ่ออุตสาหกรรมโรงเหล็กที่ไปลงทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลในญี่ปุ่น ส่งเสริมการปลูกไม้ตระกูลกระถินในจังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดอื่นๆ เพื่อรับซื้อมาแปรรูปเป็น “วู้ดเพลเลท” ป้อนโรงไฟฟ้าชีวมวลในญี่ปุ่น และส่งออกทั่วโลก
นอกจากนี้คณะวนศาสตร์ได้จับมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ส่งเสริมชาวสวนยางปลูกยางในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ เพื่อนำไม้ยางมาผลิตวู้ดเพลเลทป้อนตลาดโลก
วันนี้คนไทยปลูกไผ่กันมาก หลายคนยังไม่รู้ว่าผิดกฎหมาย ทุกพันธุ์เป็นไม้หวงห้าม ดังนั้นไผ่และผลิตภัณฑ์จากไผ่ยังผิดกฎหมาย จำเป็นที่จะต้องรวมพลังกันแก้กฎหมาย ให้เหมือนไม้ 5 ชนิด เช่น ยูคาฯ และตระกูลกระถิน

งานนี้เป็นภารกิจร่วมของคนปลูกต้นไม้ หรือคนที่ทำธุรกิจจากไม้ ที่จะต้องปลดโซ่ตรวน พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ
ถ้าเล่นกันแบบเถื่อนๆ ต่อไปก็เล่นกันเฉพาะในประเทศเท่านั้น
ถ้าจะหวังเป็นเม็ดเงินจากประเทศพัฒนาแล้ว จะต้องทำให้เป็นไม้ถูกกฎหมาย
สอบถามเพิ่มเติม สำนักงานประสานการพัฒนานวัตกรรม ( Office of Innovation Development)
ศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ๕๐ ถ.งามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ๑๐๙๐๐ โทร. ๐๒ – ๕๖๑ – ๔๗๖๑ โทรสาร ๐๒- ๕๗๙ – ๑๙๗๗

สำหรับประชาชนที่สนใจ สามารถปรึกษาการปลูก ไม้โตเร็ว แบบมีประกันตลาดรองรับ ฟรี!
ดร. สุเทพ จันทร์เขียว โทร 0891170419, 025614761 Email : sutep28@yahoo.com
ขอบคุณแหล่งข้อมูล :palangkaset.com
Advertisements


Advertisements


Advertisements