WHAT'S NEW?
Loading...

สูตรปุ๋ยหมักเติมอากาศ อัตรา 30 : 30 : 10 มีส่วนผสมดังต่อไปนี้

Advertisements

Advertisements

ข้อดีหรือจุดเด่นของปุ๋ยหมักเติมอากาศอยู่ตรงสามารถใช้วัสดุทางธรรมชาติของแต่ละพื้นที่ได้

คุณบุญเกื้อ ทองแท้ เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงานบอกว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากนโยบายของกรมวิชาการ โดยเมื่อนำมาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการจะแบ่งคร่าวๆ เป็นสองส่วนคือ จัดเป็นโครงการฝึกอบรมให้ความรู้แก่ชาวบ้านที่สนใจ กับการนำปุ๋ยหมักเติมอากาศไปใส่ในแปลงปลูกพืชไม้ผลหลายชนิดเพื่อหาข้อมูลนำไปวิเคราะห์ประเมินผล

คุณบุญเกื้อ ทองแท้(ขวา)กับคุณพนัส ศรีเขาล้าน เจ้าของสวนสะละ
คุณบุญเกื้อ ทองแท้  กล่าวต่อว่า ข้อดีหรือจุดเด่นของปุ๋ยหมักเติมอากาศอยู่ตรงสามารถใช้วัสดุทางธรรมชาติของแต่ละพื้นที่ได้

อย่างพื้นที่จังหวัดชุมพร จะนำขี้ไก่แกลบ ขี้วัว และขุยมะพร้าว มาใช้ในอัตรา 30 : 30 : 10 ทั้งนี้ 
หากพื้นที่อื่นไม่มีวัสดุดังกล่าว แต่อาจมีฟาง หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง ใบกระถิน ขี้ไก่ ขี้หมู ก็อาจปรับใช้ได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ขอให้ยึดอัตราส่วนตามมาตรฐานที่ทางกรมวิชาการกำหนดไว้คือ 30 : 30 : 10

หลังจากนั้นให้นำวัสดุทางธรรมชาติที่ได้ตามอัตราส่วนไปหมักด้วยระบบเติมอากาศ ภายใต้การควบคุมเวลาด้วยเครื่องตั้งเวลาอัตโนมัติเพื่อเติมลมเข้าตามเวลาที่กำหนด

สำหรับทางศูนย์ได้สร้างโรงหมักปุ๋ยเติมอากาศไว้สาธิต จำนวน 30 ตัน แต่ความจริงสามารถรองรับได้ถึง 50 ตัน

หลังจากหมักเสร็จสมบูรณ์แล้วได้ทดลองนำไปใช้กับแปลงปลูกพืชไม้ผลของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสวนทุเรียน สวนมังคุด สวนสะละ ปรากฏว่าสวนทุเรียนที่มีอายุสัก 20 ปี ได้ลองนำไปใส่ ต้นละ 80 กิโลกรัม โดยมีต้นทุนการผลิตปุ๋ย กิโลกรัมละ 3.70 บาท หรือสวนสะละที่มีอายุราว 6 ปี ใช้ปุ๋ย จำนวน 20 กิโลกรัม ต่อต้น หรือต้นทุนค่าปุ๋ยเพียง 3 บาทกว่า ต่อกิโลกรัม หรือมังคุดที่มีอายุนานถึง 22 ปี ใส่ปุ๋ยเติมอากาศ ต้นละ 80 กิโลกรัม

เหตุผลสำคัญของการได้ประโยชน์จากปุ๋ยเติมอากาศคือ

ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายการใช้ปุ๋ยชนิดอื่นลงทันที แล้วสามารถลดลงได้มาก ทั้งนี้ เพราะประโยชน์และคุณค่าจากวัสดุทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นขี้วัว ขี้ไก่แกลบ หรือขุยมะพร้าว ล้วนมีประโยชน์สำคัญต่อพืชอยู่แล้ว

“แถมยังมีผลพลอยได้จากน้ำหมักปุ๋ยด้วยการนำไปใช้รดพืชผัก ไม้ผล ในอัตราส่วนน้ำหมัก 1 ส่วน ต่อน้ำเปล่า 20 ลิตร ช่วยให้ฟื้นฟูดิน ปรับปรุงโครงสร้างดินให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นก็ยิ่งช่วยทำให้พืชได้ประโยชน์ทางอาหารอย่างคุ้มค่า ขณะเดียวกันด้วยคุณสมบัติจากวัสดุเหล่านี้ยังช่วยถนอมรักษาคุณภาพดินให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ถือเป็นโครงการที่ดีมาก แล้วไม่ต้องไปรองานวิจัยอะไรที่ยุ่งยากซับซ้อน อีกทั้งยังเข้าถึงเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างทันทีและสะดวก”

คุณบุญเกื้อ เพิ่มเติมข้อมูลว่า การหมักวัสดุเพื่อทำปุ๋ยแบบเดิมมีข้อเสียตรงที่ต้องหมั่นกลับกองปุ๋ย แต่สำหรับปุ๋ยหมักเติมอากาศจะใช้ลมเป่าเพื่อให้ออกซิเจนเติมเข้าไป เป็นการเร่งปฏิกิริยากระบวนการหมักให้เร็วแล้วได้ผลมากขึ้น

“โดยพัดลมมีหน้าที่ระบายอากาศเพื่อให้อุณหภูมิการหมักลดลงเป็นการตั้งเวลาอัตโนมัติไว้ทุก 3 ชั่วโมง พัดลมจะทำงานจำนวน 1 ชั่วโมง พอหลังจากหมักผ่านไป 3 วัน จะพบว่ามีหนอนเป็นจำนวนมากซึ่งบ่งบอกถึงความสมบูรณ์

ทั้งนี้ การหมักปุ๋ยใช้เวลาทั้งหมด 3 เดือน โดยให้กลับกองปุ๋ยเพียงครั้งเดียวในเดือนที่สองเท่านั้น กระทั่งเมื่ออุณหภูมิในกองปุ๋ยลดลงเท่ากับอุณหภูมิอากาศก็สามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยในการปลูกพืชได้”
โรงปุ๋ยหมักเติมอากาศของคุณรำเพชร

คุณบุญเกื้อ ทองแท้ กับรงผลิตปุ๋ยหมักเติมอากาศของศูนย์วิจัยพืชชุมพร
โรงปุ๋ยหมักเติมอากาศของคุณรำเพชรมีขนาดความจุ 2 ตัน ขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร สูง 2.5 เมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 5 หมื่นบาท หมักมาได้ เดือนกว่า ส่วนวัสดุที่ใช้เป็นส่วนผสม ได้แก่ ขี้ไก่แกลบ จำนวน 30 กิโลกรัม ขี้วัว จำนวน 30 กิโลกรัม และขุยมะพร้าว 10 กิโลกรัม สำหรับปุ๋ยที่หมักแล้วจะนำไปใช้กับต้นทุเรียน ส้มโอ และปาล์มน้ำมัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร โทรศัพท์ 
(077) 556-073, (077) 556-194

ที่มา เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์


 รายละเอียดอ่านต่อ >> https://www.sentangsedtee.com/farming-trendy/article_45916
Advertisements


Advertisements


Advertisements